ประเพณีแห่ลาซัง

มกราคม 14, 2020 0 By admin

ประเพณีแห่ลาซัง

 

ประเพณีแห่ลาซัง

 

 

ประเพณีแห่ลาซัง หรือที่ชาวไทยมุสลิมเรียกว่า “บูยอบือแน” เป็นพิธีฉลองนาหรือซังข้าวปัจจุบันประเพณีนี้จะเหลืออยู่เฉพาะที่ตำบลยุโป อำเภอเมือง โดยจะจัดให้มีขึ้นภายหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ราวเดือน ๕ หรือเดือน ๖ พิธีดังกล่าวจะมีการทำหุ่นรูปผู้ชาย ผู้หญิงจากฟางข้าวแต่ละหมู่บ้าน แล้วนำมาจับคู่กันและจัดเป็นรูปขบวนแห่ ไปวางไว้บนศาลเพียงตาพร้อมเครื่องสังเวยต่าง ๆ อาทิ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวต้ม (ข้าวเหนียวห่อใบกะพ้อแล้วต้มให้สุก)ไข่ต้ม หลังจากนั้นผู้อาวุโสในหมู่บ้านท่านหนึ่งจะกล่าวคำบวงสรวง

แต่งงานให้กับรูปซังข้าวเสร็จพิธีแล้วชาวบ้านก็ช่วยกันนำรูปดังกล่าวไปเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบในนาใกล้ ๆ กับที่ตั้งศาลเพียงตาก่อนจะแยกย้ายจากกัน จุดประสงค์ของประเพณีนี้เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณเจ้าแม่โพสพ หรือพระเจ้าที่ดลบันดาลให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงหลังการเก็บเกี่ยวเมื่อเสร็จการเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยผู้อาวุโสแก่ประจำหมู่บ้านจะกำหนดวันและ สถานที่ทำพิธีซึ่งมักจะถือย่านกลางหมู่บ้าน ณ กลางทุ่งนาแห่งใดแห่งหนึ่ง และแจ้งกำหนดวันทำการและสถานที่ให้ทราบทั่วกัน เมื่อถึงกำหนดวันทำการทุกๆ คน จะเก็บซังข้าวในนาของตนทุกแปลง

 

ประเพณีแห่ลาซัง

 

 

นำไปรวมกันมัดเข้าเป็นรูปคนสมมติเป็นชายคนหนึ่ง หญิงคนหนึ่งชายชื่อชมพุก หญิงชื่อสุนทรี ซึ่งมีมตินับถือว่าเป็นผีเสื้อผู้ดลบันดาลประสิทธิ์ประสาทความอุดมสมบูรณ์ ของข้าวกล้าพืชผล และกำจัดศัตรูพืชทั้งมวล (ผีเสื้อเพื้ยนมาจาก “ผีเชื้อ“-เชื้อสายหมายถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ทวด คนไทยในแคว้นลาวเหนือเรียก “แถน” หมายถึงเทวดา) จัดอาหารคาวหวานมี ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวต้ม (ข้าวต้มลูกโยนห่อด้วยใบกะพ้อ) ขนมโดยมากคือขนมต้มข้าว ไก่ต้มและไข่ต้ม ก่อนทำพิธีบวงสรวง จัดแบ่งอาหารที่นำออกมาเป็น 2 ส่วน นำไปถวายวัดที่ใกล้เคียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเอาไว้บวงสรวง เสร็จแล้วใช้เลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

การบวงสรวงจัดตั้งร้านกลางแจ้งไม่มีหลังคา (ศาลเพียงตา) นำเอาเครื่องบวงสรวงมีอาหารต่างๆ ดังกล่าว ดอกไม้ ธูปเทียน ดอกมะพร้าว (จั่นมะพร้าว) มะพร้าว อ่อนปอกเปลือก และเฉาะเปลือกเปิดออก นำขึ้นไปตั้งบนร้าน นำรูปนายชุมพุกและนางสุนทรี มาตั้งหน้าร้านผู้เฒ่าในตำบลทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวบวงสรวง และกระทำพิธีแต่งงานให้แก่รูปจำลองทั้ง 2 โดยกล่าวทำขวัญแต่งงานโดยตลอด เสร็จแล้วผู้ที่มาชุมนุมร่วมเลี้ยงอาหารซึ่งกันและกันเป็นอันเสร็จพิธีโดยมากนิยมทำกันวันเดียวเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าเสร็จพิธีรวมเที่ยงวันบาง แห่งกระทำกันสามวัน วันต้นทำพิธีดังกล่าว วันที่ 2 วันที่ 3 มีมหรสพแสดงกลางทุ่งนาซึ่งโดยมากใช้หนังตลุงสมโภชในตอนกลางคืน

นิยมทำกันในเดือน ๕ หรือ ๖ ของทุกปี ตามความเชื่อของชาวบ้าน คำว่า “ลาซัง” หมายความว่า การอำลาซังข้าว ซึ่งจะทำเมื่อเสร็จฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวบ้าน และจะเลือกวันที่เป็นวันมงคลที่เหมาะ กับการจัดพิธีเป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวนาสนุกสนานหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำนามาทั้งปี และเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจที่จะไถหว่านในปีต่อไป
เมื่อเสร็จสิ้นจากการเก็บเกี่ยวในรอบปี

 

ประเพณีแห่ลาซัง
ในกรณีที่ร่วมกันหลายหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านจะหารือกำหนดวันทำพิธี เมื่อใกล้ถึงวันทำพิธีชาวบ้านก็จะนำเอาฟางจากที่นาของตนมาคนละกำมือนำมามัดรวมกันเป็นหุ่น(โต๊ะชุมพุก) จึงเป็นที่มาของคำว่า “โต๊ะชุมพุก” หุ่นผู้ชายคือเจ้าบ่าว หุ่นผู้หญิงคือเจ้าสาว ชายชื่อ ชุมพุก หญิงชื่อ สุนทรี พอถึงวันกำหนดนัดหมายทุกคนในหมู่บ้านจะแต่งกายด้วยชุดที่สวยงามเหมือนการแห่ขันหมากไปแต่งงาน มีผู้ถือขันหมาก ชุดกลองยาว คนรำนำขบวนแห่และผู้ร่วมขบวนตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่แต่ในขันหมากแทนที่จะเป็นพลูก็เป็นรวงข้าวที่จะนำไปทำพิธีทำขวัญข้าวเก็บไว้ในยุ้งฉางเมื่อถึงสถานที่นัดหมาย
ก็จะนำหุ่นโต๊ะชุมพุกทั้งหมดมาหาคู่ว่า หุ่นผู้ชายหมู่บ้านใดจะได้คู่แต่งงานกับหุ่นเจ้าสาวของหมู่บ้านใดโดยการหยิบฉลากจากประธานจัดงานเมื่อได้คู่แล้วเริ่มแต่งงานเหมือนพิธีแต่งงานของคนโดยทั่วไป โดยจะมีพระมาสวดอวยพร มีหมอขวัญมาทำพิธีแต่งงานกัน หลังจากได้คู่แล้วชาวบ้านในหมู่บ้าน เจ้าของหุ่นก็ได้เป็นญาติเกี่ยวดองกัน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง  top
หากกระทำกันเฉพาะภายในหมู่บ้านก็เหมือนกัน ต่างกันแค่เพียงแต่จะมีหุ่นผู้ชาย(เจ้าบ่าว) และหุ่นผู้หญิง(เจ้าสาว) เพียง ๑ คู่เท่านั้นเหตุที่นำหุ่นฟางมาแต่งงานกันเพราะเชื่อว่าต้นข้าว เม็ดข้าวมีบุญคุณเลี้ยงเรามาและเป็นการอำลาต้นข้าวก่อนที่ตอข้าวจะถูกไถกลบ สำหรับการหว่านทำนาในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่และการจัดการแต่งงานของโต๊ะชุมพุก ชาวบ้านมีความเชื่อว่าจะทำให้ มีลูกเกิดมาเป็นเม็ดข้าวจำนวนมากมายภายใน
ภายในปีต่อไป
ปัจจุบันลาซัง-โต๊ะชุมพุก ยังมีให้เห็นที่ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี นับว่าเป็นประเพณีปฏิบัติที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมได้เห็นการทำงานร่วมกันของคนในท้องถิ่นที่เปี่ยมไปด้วยไปด้วยความสมัครสมานสามัคคี ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของชุมชนภายในตำบล และที่สำคัญที่สุดคือ ความเป็นยอดแห่งความกตัญญูกตเวที ที่มีพระแม่โพสพซึ่งเป็นเทพแห่งข้าว
ความหมายของคำว่า “โต๊ะชุมพุก” ดังนี้
โต๊ะ     คือ   คำพูดพื้นบ้านที่เขาเรียก ผู้เฒ่าผู้แก่
ชุม     คือ   การที่นำเอาไม้ไผ่ – ซังข้าว – เชือก – กระดาษ มาผูกรวมกัน
พุก     คือ   เมื่อเสร็จพิธีทุกอย่างแล้วก็เอารูปหุ่นไปโยนทิ้ง ที่สุดก็ผุพังไป