ประวัติรำเหย่ย 

พฤศจิกายน 21, 2019 0 By admin

ประวัติรำเหย่ย 

 

ข้อมลู

 

 

       ประวัติรำเหย่ย รำเหย่อยหรือเพลงเหย่อย เป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งเล่นในบางท้องที่ของ จ. กาญจนบุรี เพลงเหย่อยนี้ไม่เล่นกันแพร่หลายมากนัก ทำให้การละเล่นชนิดนี้เกือบจะสูญหายไป ระหว่าง พ.ศ. 2504 คณะสำรวจไทย – เดนมาร์ก ได้ทำการขุดสำรวจเกี่ยวกับเรื่องราว ก่อนประวัติศาสตร์ ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรีหลายๆ แห่งในระหว่างที่คณะสำรวจกำลังพำนักอยู่ ที่บ้านเก่า นายชิน อยู่ดี ภัณฑารักษ์เอก กรมศิลปากร หัวหน้าคณะสำรวจฝ่ายไทย ได้เห็นการ ละเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านบ้านเก่าเล่นให้ดู ซึ่งนายชินเห็นแล้วสนใจมาก เพราะไม่เคยเห็น การร้องและวิธีรำอย่างนี้มาก่อน การละเล่นนี้ชาวบ้านเรียกว่า เพลงเหย่อย หรือรำเหย่อย นายชิน อยู่ดี จึงรายงานมาที่กรมศิลปากรว่า เพลงเหย่อยน่าจะเป็นการละเล่นพื้นเมือง

 

     เก่าแก่ของไทยและกำลังจะสูญหายไป ซึ่งนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ได้เดินทางไปดูการเล่นเพลงเหย่อยที่หมู่บ้านบ้านเก่าด้วยตนเอง เมื่อได้เห็นแล้วก็สันนิษฐานว่าเป็นการละเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่งที่กำลังจะ สูญหายไป จึงให้ศิลปินของกรมศิลปากรไปที่หมู่บ้านบ้านเก่า ต.จระเข้เผือก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พ.ศ. 2506 เพื่อฝึกหัดและสืบทอดการเล่นเพลงเหย่อยไว้ โดยนายเทียบ ทองพูน ผู้ใหญ่บ้านบ้านเก่า ได้จัดให้ผู้รำเหย่อย มาแสดงให้ชม และถ่ายทอดฝึกหัดให้ที่สนามหน้าโรงเรียนประชาบาลบ้านเก่า เพลงเหย่อยเป็นการเล่นที่สนุกสนานมาก

ในสมัยก่อนเมื่อได้ตั้งวงเล่นกันแล้ว ผู้เล่นจะสนุกสนาน สามารถเล่นได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน การที่เรียกการละเล่นชนิดนี้ว่า “รำเหย่อย” หรือ “รำพาดผ้า” อาจจะเป็นเพราะคำร้อง ที่กลอนว่า”เอย” ทุกครั้ง ซึ่งคนแถวนั้นอาจจะร้องเสียงเพี้ยนไปเป็น “เหย่อย” ส่วนการที่เรียกว่า “รำพาดผ้า” อาจเรียกตามวิธีการเล่นที่ต้องใช้ผ้าพาดหรือคล้องไหล่ผู้ที่จะมาเป็นคู่ร้อง ของตน หรือ เรียกจากคำร้องที่พ่อเพลงกล่าวเชิญชวนในตอนแรกไว้ว่า “มาเถิดหนาแม่มา มาเล่นพาดผ้ากันเอย” หลังจากที่ศิลปินกรมศิลปากรได้รับ การถ่ายทอดการรำเหย่อยมาแล้ว

 

ข้อมลู

 

ก็นำมาปรับปรุงท่ารำให้สวยงามยิ่งขึ้น แต่คงเนื้อร้องเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 รัฐบาลได้จัดการแสดงนาฏศิลป์ถวายให้สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี แห่งมาเลเซียทอดพระเนตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอด พระเนตร ในโอกาสนี้ทางกรมศิลปากร จึงได้จัดให้มีการแสดงชุดรำเหย่อยเป็นครั้งแรก ต่อมาในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2507 “เอสโซ่” ก็ได้เสนอ “มรดกของไทย” เรื่อง “เพลงเหย่อย” ทางโทรทัศน์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับชม โอกาสที่แสดง จะนิยมเล่นในเทศกาลวันตรุษสงกรานต์ งานนักขัตฤกษ์ งานมงคลและงานรื่นเริงของชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตอำเภอพนมทวนเช่น บ้านทวน บ้านห้วยสะพาน บ้านทุ่งสมอ บ้านหนองปลิง

     บางครั้งก็จะเป็นการเล่นประกอบการเล่นพื้นเมืองอื่น ๆ เช่น การเล่นลูกช่วงรำ ลุกช่วงขี้ข้า หรือประกอบการเล่นเหยี่ยวเฉี่ยวลูกไก่ การแต่งกาย ผู้แสดงแต่งกายแบบพื้นบ้านภาคกลาง ชายนุ่งผ้าโจงกระเบนต่าง ๆ สีกัน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นเหนือศอก มีผ้าคาดเอวและพาดไหล่ หญิงนุ่งผ้าพิมพ์ลายโจงกระเบนหลากสีกัน สวมเสื้อคอกลมแขนยาว ห่มสไบทับเสื้อ มีเครื่องประดับ มีเครื่องประดับ เข็มขัด สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ดนตรีที่ใช้ กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง ปี่ รำมะนา กระบอกไม้ไผ่ สถานที่แสดง แสดงในบริเวณพื้นลานกว้าง ๆหรือนำมาแสดงบนเวที