ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย

พฤศจิกายน 4, 2019 0 By admin

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย

 

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย

 

 

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย ลาว:  เป็นประเพณีสำคัญประเพณีหนึ่งในช่วงเทศกาลของชาวไทย ประเพณีนี้มีที่มาจากหลักฐานใน พระไตรปิฎก ที่กล่าวพรรณาถึงอานิสงส์ที่พระโพธิสัตว์ก่อพระเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ในประเทศไทยนั้น ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายถือว่าเป็นประเพณีหนึ่งที่มีที่มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรง โดยคนไทยผูกโยงประเพณีนี้เข้ากับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมในพระพุทธศาสนา มีการก่อพระเจดีย์ทรายถวายวัดเพื่อนำเศษดินทรายที่ติดเท้าออกจากวัดไปมาคืนวัดในรูปพระเจดีย์ทราย และเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้เป็นกุศลอานิสงส์ และนอกจากประเพณีเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของคนในอดีตให้มีการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อร่วมกันจัดประเพณีรื่นเริงเป็นการสังสรรค์สร้างความสามัคคีของคนในชุมชนด้วยประวัติของประเพณีการก่อกองทราย นั้นย้อนไปได้ถึงสมัยพุทธกาล โดยครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ ให้เสด็จไปประทับ เพื่อแสดงพระธรรมเทศนา ครั้นเมื่อพระมหาบุรุษ ทรงเสด็จไปยังแคว้นโกศล พร้อมพระสงฆ์สาวกจำนวนมาก  พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงทอดพระเนตรเห็น จึงมีความศรัทธา จึงชักชวนให้เหล่าพุทธบริษัท ก่อกองทรายเป็นรูปเจดีย์กว่า 8 หมื่น 4 พันองค์ พร้อมประดับธงทิวเป็นพุทธบูชา

ภายหลังพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ พร้อมทูลถามถึงอานิสงส์ของการก่อเจดีย์ทราย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสว่า การก่อเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แม้เพียงองค์เดียวนั้น จักมีอานิสงส์ ไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะเพียบพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ หากตายไปจะได้เกิดเป็นเทพยดานางฟ้า จากความเชื่อที่ว่านี้ ทำให้เกิดเป็นประเพณีการก่อเจดีย์ทราย วันสำคัญทางศาสนาต่างๆ ในภายหลัง

นอกจากเรื่องความเชื่อทางศาสนาแล้ว ยังเป็นกุศลโลบายในการเชื่อมความสัมพันธ์ และความสามัคคีแก่คนในชุมชน โดยจะมีความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการขนทรายเข้าวัด ในสมัยก่อน ว่าการช่วยกันขนทรายเข้าวัดสำหรับการซ่อมแซม หรือก่อสร้างสิ่งก่อสร้างในวัดนั้นจะได้บุญกุศล ส่วนทรายที่เหลือจากการก่อสร้าง ก็จะนำมาก่อเป็นเจดีย์ทราย เพื่อเพิ่มอานิสงส์ ผลแห่งการทำบุญนั้นเอง

ปัจจุบันประเพณีนี้พบเพียงในประเทศไทยและลาวเท่านั้น โดยจัดในช่วงเทศกาลสำคัญเป็นการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนศักราช เช่นในวันตรุษและวันสงกรานต์ เป็นต้น โดยในบางหมู่บ้านอาจเป็นประเพณีบุญคูนลาน บุญขวัญข้าว (ก่อเจดีย์ข้าวถวายเป็นพุทธบูชา)  ก็อาจนับว่าเป็นประเพณีก่อเจดีย์ทรายได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่ได้สร้างเป็นพุทธศาสนสถานถาวรวัตถุใหญ่โต แต่เป็นเพียงเจดีย์ชั่วคราวเพื่อมุ่งถวายเป็นพุทธบูชาในการประเพณีหนึ่ง ๆ เท่านั้น

 

 

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย

 

 

  ความสำคัญ
การก่อพระเจดีย์ทรายเป็นประเพณีที่ชาวไผ่ดำ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ได้กระทำสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล วัตถุประสงค์เพื่อนำเอาทรายมาใช้ทำสาธารณประโยชน์ในวัด ส่วนการก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งของชาวไผ่ดำ ที่นำเอาผลผลิตจากอาชีพการทำนา คือ ข้าวเปลือก มาก่อเป็นเจดีย์แทนทราย

                      พิธีกรรม
การก่อพระเจดีย์ทรายเนื่องจากสภาพท้องถิ่นของหมู่บ้านไผ่ดำ เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงจึงทำให้ไม่มีทรายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย การก่อพระเจดีย์ทรายของชาวไผ่ดำ จึงเปลี่ยนจากการขนทรายมาเป็นการซื้อทรายจากทางวัด ซึ่งที่วัดไผ่ดำจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อน ว่าจะมีการการก่อพระเจดีย์ทรายในวันพระไหน เมื่อถึงวันกำหนดประชาชนก็จะไปทำบุญและก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน จากนั้นก็มีการประกวดความสวยงามของพระเจดีย์ ว่าใครตกแต่งได้ดีกว่ากัน การก่อพระทรายข้าวเปลือก ก็มีวิธีดำเนินการเช่นเดียวกัน คือ นัดวัน เมื่อถึงวันกำหนดชาวบ้านก็จะนำข้าวเปลือกใส่กระบุงไปวัด แล้วเอาไปเทกองรวมกันในที่วัดจัดไว้เป็นพระเจดีย์ ควบคู่ไปกับการทำบุญ ข้าวเปลือกที่ได้ทางวัดจะนำไปขาย เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยมาใช้จ่ายในการทำนุบำรุงศาสนสถานของวัดต่อไป

                     สาระ
การก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทำบุญศาสนาของชาวบ้านด้วยการนำผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ มาร่วมกันบริจาคเพื่อให้ทางวัดได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านการพัฒนา อีกทั้งสร้างนิสัยด้านการบริจาค ความสามัคคีแก่ผู้คนในชุมชน

อนิสงส์ถวายพระเจดีย์ข้าวเปลือก จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัต
     เรื่องเล่าอานิสงส์ในสมัยพุทธกาล
สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระศาสดาเสด็จประทับ อยู่ในบุพพารามมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภ พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นโกศลและกาสี โดยพระเจ้าปัสเสนทิโกศล แวดล้อมไปด้วย เสวกามาตย์ราชบริพาร ทั้งหลายได้เสด็จไปทอดพระเนตรชาวนา เพื่อเป็นการพักผ่อนพระราชหฤทัย ทรงสบาย ในทุ่งนา ที่ไม่ห่างไกลจากพระนครเท่าไรนักได้ทอดพระเนตรเห็น ชาวนากำลังนวดข้าว แล้วนำมากองพูนสูงใหญ่ ก็พอพระราชหฤทัย จึงเสด็จลงจากพระราชยาน พร้อมด้วยเสวกามาตย์ราชบริพารทั้งหลาย แล้วทรงชักชวนชาวนาให้เอาข้าวมารวมก่อ เป็นรูปเจดีย์บูชาพระรัตนตรัย พระองค์ทรงรับก่อด้วยพระองค์ เมื่อก่อเสร็จแล้ว ก็รับสั่งให้ทำโรงฉันในสถานที่นั้น แล้วเสด็จไปสู่ สำนักพระศาสดา ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า พร้อมด้วย พระภิกษุสงฆ์บริวาร ๕๐๐ รูปไปรับบิณฑบาต ในวันพรุ่งนี้เช้า ณ โรงฉันในทุ่งนา เพื่อเป็นการฉลองรูปเจดีย์ที่ก่อด้วยข้าวเปลือกสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษณียภาพ

 

 

ประเพณีก่อเจดีย์ทราย

   พอรุ่งเช้า พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังโรงฉันใน ทุ่งนานั้น ไปคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้ากับภิกษุ ๕๐ รูป ให้เสด็จนั่งเหนืออาสนะแล้ว ก็ถวายอาหาร บิณฑบาต แก่พระพุทธเจ้า พร้อมกับภิกษุเหล่านั้นเสร็จจากภัตตกิจแล้วพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ก็กราบทูลถามถึง ผลานิสงส์ที่ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือกนี้ ให้เป็นทาน จะมีผลานิสงส์เป็นประการใดพระพุทธเจ้าข้า

           องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเทศนาว่าดูกรมหาบพิตร นรชนหญิงชายใด มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ก่อสร้างพาลุกเจดีย์ ยังกองข้าวเปลือก ให้เป็นทาน ดังที่มหาบพิตร กระทำอยู่ในขณะนี้ ด้วยศรัทธา อันแรงกล้า มีความปีติปราโมทย์ปรีดายินดี บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิตลอดร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก ครั้นตายไปจากมนุษย์ก็จะไปเสวยในทิพย์สมบัติ แม้พระตถาคต แต่ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีธรรม อยู่ก็ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือก โดยพระองค์ได้เกิดในตระกูลชาวนา เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ต้องทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ อยู่มาวันหนึ่งเห็น พระปัจเจกโพธิเจ้า อยู่ในราวป่า ก็มีจิตเลื่อมใส ได้สละข้าวเปลือกก่อเป็นเจดีย์ ครั้นทำเสร็จแล้วก็เอาผ้าแพร มาทำเป็นธงปักประดับพระเจดีย์ครั้นทำเสร็จแล้ว ก็ไปอาราธนา พระปัจเจกโพธิออกมา ถวายภัตตาหาร ทำการสักการบูชาแก่พระรัตนตรัย แล้วตั้งปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล เบื้องหน้าโน้น ครั้นอยู่จนอายุแล้วได้ไปเกิดชั้นดาวดึงส์มีวิมานสูง ๑๒ โยชน์ อยู่ได้ประมาณ ๔ พันปี ทิพย์เมื่อจุติจากเทวโลกแล้ว มาเกิดเป็น พระราชโอรส ของพระเจ้าพาราณสีได้ท่องเที่ยว อยู่ในมนุษย์โลก และเทวโลก บำเพ็ญบารมีจนเต็มดีแล้ว จึงได้มาตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระตถาคต ดังที่ได้ปรากฏแก่มหาบพิตรอยู่ขณะนี้ เมื่อพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว พระปัสเสนทิโกศล พร้อมข้าราชบริพาร ก็พากันยินดีโสมนัสเป็นยิ่งนัก