ประเพณีสลากภัต

ตุลาคม 1, 2019 0 By admin

ประเพณีสลากภัต

 

ข้อมลู

ความสำคัญ

เพื่อให้ภิกษุได้มีอาหารฉัน มีกำลังเพื่อการปฏิบัติธรรมวินัย

ประเพณีสลากภัต
สลากภัต คือการทำบุญด้วยการถวายอาหารแด่พระสงฆ์ โดยวิธีให้พระจับสลาก เมื่อพระจับสลาก ได้
ของผู้ใดก็รับอาหารจากผู้นั้น ภาคอีสานก็นิยมทำบุญสลากภัตเช่นเดียวกัน แต่เรียกว่าบุญข้าวสลาก
สำหรับสลากภัตของภาคเหนือ จะเรียกว่า ทานข้าวสลาก หรือกิ๋นก๋วยสลาก

พิธีกรรม

ความเป็นมาของประเพณีนี้คือ สมัยหนึ่งครั้งพุทธกาลได้เกิดทุพภิกขภัย ชาวบ้านหาอาหารมาถวายพระได้ยาก จึงทูลพระพุทธเจ้าว่าหากมีอาหารจำนวนน้อยไม่เพียงพอที่จะถวายอาหารแด่ภิกษุได้ครบทุกรูปจะถวายโดยให้ภิกษุจับสลากจะได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต จึงเกิดมีประเพณีถวายอาหารแด่ภิกษุโดยวิธีการจับสลาก กรรมวิธีการจัดทำอาจต่างกันตามท้องถิ่น (ภาคเหนือเรียกว่าตานก๋วย, ภาคอีสานเรียกบุญข้าวสาก) แต่มีหลักอยู่ที่การถวายโดยให้ภิกษุจับสลากก่อน ภิกษุรูปใดจับสลากได้ของผู้ใดก็รับอาหารจากผู้นั้น บางแห่งนิยมทำในฤดูกาลที่มีผลไม้ดกและสุก นำมาถวายเป็นสลากภัต ที่นิยมทำในท้องถิ่นสระบุรีคือ สานกระจาดใหญ่ด้วย

ไม้ไผ่ ประดับกระดาษให้สวยงามนำอาหารหรือเครื่องสมณอุปโภคบริโภคใส่ลงใน
กระจาดนี้ หากมีฝีมือยิ่งขึ้นไปก็อาจนำไม้ยาวประมาณ ๖ เมตร มาปักกลางกระจาด ทำเป็นฉัตรหลายชั้นขึ้นไปตกแต่งสวยงาม เมื่อถึงวันงานที่กำหนดก็นำกระจาดหรือต้นสลากนี้ไปรวมกันที่วัด นิมนต์พระมาเทศน์อานิสงส์ จบแล้วกล่าวคำถวายสลากภัตและให้ภิกษุจับสลาก ภิกษุจับได้สลากของผู้ใดก็ลงไปรับการถวายที่กระจาดหรือต้นสลากของผู้นั้น ให้พรและเจ้าภาพก็กรวดน้ำ ศิษย์วัดก็นำสลากภัตนั้นกลับวัดของตน    ที่มาของสลากภัตมี

 

ข้อมลู

 

กล่าวไว้ต่างกัน ๓ เรื่อง คือ เรื่องแรกมีที่มาในวินัยบาลี คัมภีร์ทุลวรรค ว่าในครั้ง
ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ได้เกิดทุพภิกขภัย คือ ขาดแคลนอาหาร คน ทั่วไปที่เคยถวายอาหาร
แด่พระสงฆ์ก็ไม่สามารถถวายได้ครบทุกรูป จึงมีการถวายอาหารโดยวิธีต่าง ๆดังนี้ อุเทศภัต คือ ถวายอาหารแด่พระ
สงฆ์เพียงรูปหนึ่ง สองรูป หรือสามรูป นิมันภัต คือ ถวายแด่พระสงฆ์ที่ตนนิมนต์ มาสลากภัต คือ ให้พระจับ

สลากแล้วจึงถวายอาหารแด่พระที่จับสลากได้ปักขิตภัต คือ ถวายเฉพาะวันหนึ่งในปักษืข้างขึ้นหรือ
ข้างแรม และปาฎิทักภัต คือ สลากภัต จึงเป็นวิธีการถวายอาหารแด่พระอย่างหนึ่งเพื่อบรรเทาการขาดแคลนอาหาร
 เรื่องที่สองมีเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า มียักษืตนหนึ่งชื่อกาลี รู้ฤกษ์ยามเป็นอย่างดีปีไหนฝนดีนางจะบอก
ให้ชาวนาทำนาบนที่ดิน ปีไหนฝนไม่ดีก็จะบอกให้ชาวนาทำนาในที่ลุ่มชาวเมืองต่างพากันทำมาหากินเจริญไม่เสียหาย
ชาวนาได้ระลึกถึงอุปการคุณของนางยักษ์ตนนี้จึงพากันนำเครื่องสักการะไปให้เป็นจำนวนมาก นางจึงนำ
เอาเครื่องสักการะนี้ถวายเป็นสลากแด่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สืบมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องที่สามมีอยู่ใน
หนังสืออานิสงส์สลากภัตว่า มีพระราชาองค์หนึ่งทรงช้างไปประพาสช้างนั้นได้เหยียบต้นข้าวของชาวนาเสียหาย
ชาวนาโกรธมากจึงถอนต้นตาลแบกมา เพื่อจะตีพระราชาให้ สมกับที่โกรธเมื่อพระราชาเห็นชายผู้นั้นแบกต้นตาล

วิ่งมาตีพระองค์ พระองค์ทรงลงจากหลังช้างแล้วแบกช้างวิ่งหนีจนรอดจากการตีของชายชาวนา เรื่องราว
ชาวบ้านเล่าต่อกันมาและสังสัยว่าทำไมชาวนาและพระราชาจึงมีพลังมากขนาดนั้น จนมีผู้นำความนี้ไปทูลถาม
พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ตรัสว่า เพราะชายสองคนนี้ได้ถวายสลากภัตไว้ในชาติก่อน มาชาตินี้จึงมีกำลังมากมายมหาศาล เมื่อผู้คนได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ต่างก็พากันถวายสลากภัตมาจนถึงปัจจุบัน พุทธสมาคม จึงได้ฟื้นฟูประเพณี
ถวายสลากภัตขึ้นในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๒ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามเอาไว้ให้คนรุ่นหลังต่อไป
 บางสถานที่
ก็จัดในช่วงเข้าพรรษาก็มีสรูปก็แล้วแต่สถานที่นั้นจะจัดวันไหน

ข้อมลู

สาระ

จุดประสงค์เดิมของประเพณีนี้ คือ การถวายอาหารแด่ภิกษุโดยวิธีการจับสลาก ใช้ในกรณีที่หาอาหารได้ยาก แต่ปัจจุบันแม้จะมีอาหารสมบูรณ์แล้วก็ยังนิยมทำบุญตามประเพณีอยู่ ผลที่ปรากฏคือคนมาร่วมงานทำบุญกันมาก เป็นงานบุญที่รวมคนได้เป็นอย่างดี ได้เห็นฝีมือการตกแต่งต้นสลากภัตที่สวยงาม เป็นการอนุรักษ์ช่างฝีมือพื้นบ้านและชาวบ้านได้สนุกสนานร่วมกัน